Is the Bible Alone Really Enough for Christian Life and Faith?

Today, if you walk into any evangelical or pentecostal church, you are unlikely to find a pastor or church leader who will deny the authority of the Bible.  The authority of the Bible has been a firmly held belief in Protestant churches since the 16th century, when Reformers such as Martin Luther and John Calvin reaffirmed the authority of the Bible over the teaching of the Pope and church traditions.  They believed in Sola Scriptura, a Latin phrase that means Scripture Alone.  The Bible alone is authoritative and sufficient for teaching and leading the Christian life.

Many people equate "Sola Scriptura" with the inerrancy and authority of the Bible.  However, another important part of Sola Scriptura is the sufficiency of Scripture.  Churches today may affirm the authority of the Bible, but if you look at the content of preaching in many places, the Bible is not front and center.  Anecdotal stories, pop psychology, managerial techniques, tips for living, the latest prophecy or word of knowledge, or whatever good idea the preacher came up with on Saturday night is the main attraction.  The Bible is only perfunctorily consulted and used to support main ideas that come from someplace else.  For many preachers, the Bible serves as merely a source of inspiration and a launching pad to get started in preaching, but does not set the direction and content of what is preached.  No one comes out and says it, but it is implicitly affirmed that just teaching the Bible isn’t really enough to help people grow in Christ and face the challenges of modern life. The unspoken message in many places is that the Bible may be sufficient for getting saved, but to really grow in the Christian life, what we need is….. [fill in latest trendy idea or technique here].

So is the Bible really sufficient?  Is it enough?  Or do we need to heavily supplement from elsewhere in order for God’s people to know God and know what he wants us to do?

พระคัมภีร์เพียงพอสำหรับชีวิตคริสเตียนจริงหรือ?

ในปัจจุบันนี้ ถ้าคุณเดินเข้าไปในคริสตจักรอีแวนเจลิคอลหรือคริสตจักรเพนเทคอส คุณแทบจะไม่พบศิษยาภิบาลหรือผู้นำคริสตจักรคนไหนที่จะปฏิเสธสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์ สิทธิอำนาจของพระคัมภีร์นั้นได้เป็นรากฐานความเชื่ออันเข้มแข็งในคริสตจักรโปรแตสแตนท์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 หลังจากที่นักปฏิรูปศาสนาอย่างเช่น มาร๋ติน ลูเธอร์ และ จอห์น คาลวิน ได้ย้ำเตือนอีกครั้งถึงสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์ที่ต้องอยู่เหนือคำสอนของสันตะปาปาและธรรมเนียมต่างๆของคริสตจักร พวกเขาเชื่อใน Sola Scriptura ซึ่งเป็นสำนวนภาษาละติน ที่มีความหมายว่า “พระคัมภีร์เท่านั้น” พระคัมภีร์เท่านั้นที่มีสิทธิอำนาจและมีความเพียงพอสำหรับการสอนและการนำในการดำเนินชีวิตคริสเตียน

อย่างไรก็ตาม เรื่องสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Sola Scriptura เท่านั้น อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญใน Sola Scriptura ก็คือ การที่พระคัมภีร์เพียงพอสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและการดำเนินชีวิตคริสเตียน คริสตจักรหลายแห่งอาจจะยืนยันถึงสิทธิอำนาจสูงสุดของพระคัมภีร์ แต่ถ้าคุณมองที่เนื้อหาของคำเทศนาของคริสตจักรบางแห่งแล้ว จะเห็นว่า พระคัมภีร์ไม่ได้เป็นศูนย์กลางหรือเป็นส่วนสำคัญในเนื้อหาคำเทศนาเลย เนื้อหาสำคัญของคำเทศนาคือ เรื่องเล่าจากชีวิตประจำวัน หลักจิตวิทยา, เทคนิคในการจัดการเรื่องต่าง ๆ ,เคล็ดลับในการดำเนินชีวิต คำพยากรณ์สดที่นัำกเทศนาพึ่งได้รับจากพระวิญญาณ หรือ เป็นถ้อยคำแห่งความรู้ แล้วแต่ว่าขณะที่นักเทศน์เตรียมคำเทศนาในคืนวันเสาร์จะมีความคิดอะไรที่รู้สึกว่าจะดึงดูดใจผู้ฟัง พระคัมภีร์ได้กลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการให้คำปรึกษา และถูกนำไปใช้ในการสนับสนุนความคิดที่ได้มาจากแหล่งอื่น สำหรับนักเทศน์หลายๆท่าน พระคัมภีร์เป็นแค่เพียงที่มาของแรงบันดาลใจและใช้พระคัมภีร์ในการเริ่มต้นเทศนาเท่านั้น แต่ทิศทางและเนื้อหาของคำเทศนาไม่ได้ถูกกำหนดโดยพระคัมภีร์เลย ไม่มีใครออกมาพูดอะไรในเรื่องนี้แต่เหมือนกับว่าทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าการที่จะสอนแต่พระคัมภีร์นั้นไม่เพียงพอสำหรับการช่วยคนให้เติบโตขึ้นในพระคริสต์หรือช่วยให้เขาสามารถเผชิญกับอุปสรรคต่างๆในโลกสมัยใหม่นี้ได้

Operation Auca (January 8, 1956) – Sixty Years Later

guest post by Larry Dinkins

Map of the area where Operation Auca took place, in EcuadorThis week, 60 years ago, five missionaries made contact with the Auca (literally “savage”) tribal group in the Ecuadorian jungle. Previously, no one had ever engaged this tribe without being killed. The previous year, gifts had been exchanged paving the way for this encounter. On January 3rd, the five married men, Jim Elliot, Roger Youderian, Peter Fleming, Nate Saint (oldest at 32), and Ed McCully established a camp at “Palm Beach” along the Curaray River and waited. On January 6, two naked women and a man emerged from the jungle and made friendly contact, even agreeing to take a ride in the yellow Piper. By January 8, the anxious wives got word that all five of the missionaries had been slaughtered on that lonely beach. The coverage of the event by Life Magazine and its photo essay broadcast the news around the world culminating in what has become one of the most inspirational missionary stories of the 20th century. 

Two years later,  Rachel Saint (Nate’s sister) and Elisabeth Elliot with her 3-year-old daughter went to live among the Auca for a period of three years. Eventually most of the village, including six in the murder party, turned to Christ.  Elisabeth returned to the states as a writer and speaker, producing a total of 28 books over the next fifty years, including Through Gates of Splendor, Shadow of the Almighty and The Savage, My Kinsmen.

In 1969 Elisabeth married Addison Leitch, a professor of theology at Gordon Conwell Seminary. He died of cancer in 1973. After his death, she married yet again in 1977 to a hospital chaplain named Lars Glen, a former lodger at the rented room at her home. That marriage lasted until her death at 88 in June, 2015.

Jim and Elisabeth Elliot have stepped “Through Gates of Splendor” into their reward, yet their words and influence remain six decades later. Elisabeth is a particular inspiration to me, especially how she handled suffering at multiple points in her life, first through the high risks of ministry in Ecuador and the wrenching experience of seeing cancer take her second spouse within only four years. Her last decade was a constant battle with dementia, a condition that she endured with godly acceptance as she had previously done with the passing of her husbands.

เรื่องน่าเป็นห่วงในคำสอนของบิล จอห์นสัน (Bill Johnson)

เนื่องจากอาจารย์ Bill Johnson เป็นวิทยากรหลักในงานฟื้นฟู Revive Asia ระหว่างวันที่ 8-10 ม.ค. 2016 เราซึ่งนั่งอยู่ในคณะกรรมการศาสนศาสตร์ของกปท รู้สึกเป็นห่วง จึงได้ร่างเอกสาร (เป็นการส่วนตัว) ที่แนบไว้ เพื่อจะเตือนพี่น้องคริสเตียนไทยให้ได้รับทราบข้อมูลสำคัญในเรื่องคำสอนที่ผิดเพี้ยนของอาจารย์ Bill Johnson ขอพี่น้องอ่านและพิจจารณาในการเข้าร่วม ทั้งนี้ทางกลุ่มของเรามีประเด็นที่เราห่วงใยหลายประเด็นเช่น พื้นฐานความเชื่อเกี่ยวกับอนาคตศาสตร์ ความจำเป็นของการสำแดงการอัศจรรย์และอำนาจที่มากับความเชื่อ ความสับสนเกี่ยวกับพระกิตติคุณ และความเป็นมนุษย์ของพระเยซู แต่เพราะความจำกัดทางด้านเวลา เราจึงสามารถระบุรายละเอียดได้เพียงประเด็นเดียว นั่นก็คือ “ประสบการณ์สำคัญกว่าพระคัมภีร์” กรุณาแชร์ต่อถ้าท่านเห็นด้วยกับบทความนี้

~ ศจ.ดร. รุ่ง เริงสันติ์อาจิณ ~ ศจ.ดร. เสรี หล่อกัณภัย ~ ดร. ชัยวัฒน์ ชาวเมืองแมน
~ ศจ.ดร. นที ตันจันทร์พงศ์ ~ ศจ. Karl Dahlfred ~ อ. ยินดี จัง

เนื่องจากอาจารย์ Bill Johnson เป็นวิทยากรหลักในงานฟื้นฟู Revive Asia ระหว่างวันที่ 8-10 .. 2016 ซึ่งคริสตจักรหลายคณะทั่วไทยได้รับเชิญให้มาร่วมจึงเห็นสมควรที่พี่น้องคริสเตียนไทยที่จะเข้าร่วมได้รับทราบข้อมูลสำคัญในเรื่องคำสอนที่ได้จากอาจารย์ Bill Johnson ผู้ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักในคริสตจักรไทยก่อนหน้านี้

ตามเว็บไซต์ของผู้จัดงาน Revive Asia ได้แนะนำประวัติโดยย่อของอาจารย์ Bill Johnson ไว้ดังนี้

บิลจอห์นสันศิษยาภิบาลอาวุโสคริสตจักรเบธเอลซึ่งเป็นคริสตจักรที่มีประสบการณ์การในการพบกับพระเจ้าอย่างเหนือธรรมชาติเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติการอัศจรรย์เกิดขึ้นจนถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาและที่ประชุมมีความตื่นเต้นร้อนรนที่จะเติบโตขึ้นในฝ่ายวิญญาณอยู่เสมอคริสตจักรเบธเอลมีสมาชิกโดยประมาณ 1,500 คนรวมถึงมีหลักสูตรสร้างผู้รับใช้ที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางที่ชื่อว่า School of Supernatural Ministry

บิลเป็นผู้นำเครือข่ายคริสตจักรต่างๆที่มีจุดประสงค์ร่วมกันที่จะเห็นการฟื้นฟูระดับโลกที่จะส่งผ่านออกไปยังผู้คนในรุ่นต่อๆไปบิลได้เขียนหนังสือมากมายหลายเล่มรวมถึงหนังสือที่ชื่อว่าเมื่อสวรรค์บุกรุกโลกที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยและท่านได้เดินทางไปทั่วโลกในฐานะวิทยากรฟื้นฟูในการประชุมสัมมนาต่างๆ

เตรียมพร้อมที่จะได้พบกับพระเจ้าในความสดใหม่อย่างที่คุณจะคาดไม่ถึงร่วมเรียนรู้และเข้าใจหลักการแห่งอาณาจักรของพระเจ้าเพื่อคุณจะพบกับความจริงที่ว่าสวรรค์นั้นคือวิถีชีวิตของคุณไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องรอคอยเพียงในอนาคตและเมื่อคุณได้เข้ามาพบกับพระเยซูแบบหน้าต่อหน้าและได้รับการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านโดยพระสิริของพระองค์คุณจะได้ค้นพบว่าการทำพันธกิจที่แท้จริงคือการยอมให้พระสิริของพระเจ้าที่อยู่ในคุณนั้นไหลล้นออกไปยังทุกสถานการณ์ของชีวิตเมื่อนั้นพันธกิจของคุณจะกลายเป็นสวรรค์บนแผ่นดินโลกอย่างแท้จริง!”[1]

Bill Johnson speaking at the More conference, CCCW in Melbourne, Australia (Credit: natebailey)เรื่องราวต่างๆที่กล่าวถึงบิลจอห์นสันนั้นดูดีและน่าจะเป็นพระพรแต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ได้พบในคำสอนของท่านตามที่ปรากฏในหนังสือที่ท่านเขียนนั้นมีบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับคำสอนของพระคัมภีร์ทำให้มีความห่วงใยต่อผู้ฟังบางคนที่อาจจะรับฟังโดยไม่ได้แยกแยะว่าสิ่งไหนควรจะระมัดระวังหรือสิ่งไหนคือสิ่งที่ถูกต้องตามคำสอนของพระคัมภีร์ดังนั้นจึงขอนำเสนอให้ผู้ที่จะไปฟังคำสอนของท่านได้ทราบว่าหากได้ยินคำสอนลักษณะนี้  ผู้ฟังควรจะใช้วิจารณญาณของตัวเองให้ดีว่าเป็นคำสอนที่ถูกต้องหรือไม่ตัวอย่างคำสอนที่เราคิดว่าจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ

Donation Address

OMF International
10 W. Dry Creek Circle
Littleton, CO 80120

With your check, please include a note indicating support for "Karl & Sun Dahlfred"
You may also give online.