การดูดศพคืออะไร? (What is Grave Sucking?)

บทความนี้ถูกแปลจาก What is Grave Sucking? เขียนโดย ไมเคิล โบห์ม (Michael Boehm) เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2014  คำแปลนี้ถูกโปสต์โดยรับอนุญาติจากผู้เขียน

คุณเคยได้ยินเรื่องการดูดศพไหม

คำสอน พระวจนะแห่งคำเชื่อ (Word of Faith) ของพวกแคริสเมติก จะบ้าบอไปได้มากกว่านี้ไหม คำสอนใหม่ของพวกคริสเตียนโรคจิตของคริสเตียนกลุ่มนี้มีชื่อเรียกกันว่า การดูดศพ

ครั้งแรกที่ผมได้ยินคำว่า การดูดศพ ผมคิดว่าเป็นการพูดเล่น คงจะไม่มีอ้ายงั่งหน้าไหนเชื่อเรื่องพรรณ์นี่กันแน่ แต่คุณเข้าใจผิด การดูดศพหรือคว้าของประทานศพเป็นความเชื่อและพฤติกรรมการดูดของประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์จากกระดูกซากศพ อันเป็นคำสอนของคริสเตียนที่ว่า เมื่อคนที่มีของประทานของพระวิญญาณเสียชีวิตลงไป ของประทานหรือภารกิจได้ตายตามคน ๆ นั้นไปด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือ พันธกิจพระเจ้าของผู้เชื่อคนนั้นถูกบั่นทอนลงเมื่อตายไป

"ยังมีบรรดาการเจิม บทบาทฝ่ายวิญญาน การสำแดง และความลี้ลับ ต่างๆ ที่อยู่มาจนทุกวันนี้โดยไม่มีการนำมาใช้  ณ.ที่นั้นๆซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกทิ้งเอาไว้ เนื่องจากชนรุ่นซึ่งดำเนินในสิ่งเหล่านี้ไม่เคยส่งทอดมันต่อไป.  ผมเชื่อว่า เป็นไปได้ที่เราจะรื้อฟื้นมิติต่างๆแห่งการเจิม มิติต่างๆแห่งความเข้าใจ และมิติต่างๆของพระเจ้าที่ได้ถูกปล่อยทิ้งไว้ มานับหลายทศวรรษ  แค่โดยการเลือกที่จะนำสิ่งเหล่านี้กลับคืนมา และสืบทอดต่อไปสำหรับชนรุ่นต่อๆไปในอนาคต" - บิล จอห์นสัน (Bill Johnson)

บางที คริสเตียนคนนั้นอาจจะมีของประทานการรักษาโรค บางที คน ๆ นั้นอาจจะเป็นอัครทูต ผู้พยากรณ์ หรือนักประกาศ ซึ่งหมายความว่า คนเหล่านี้ต้องมีของประทานที่ว่าจริง ซึ่งผมก็ยังมีข้อสงสัยอยู่มาก แต่เอาล่ะ ความเชื่อที่ว่าคือ บัดนี้ แผนการของพระเจ้าและการทรงเจิมต้องหยุดชะงักลง แล้วพระเจ้าจะแก้ไขปัญหาและทำให้แผนการของพระองค์ดำเนินต่อได้อย่างไร

กลุ่มคาลวินไม่ประกาศจริงหรือ? (Calvinists Don’t Evangelize?)

John Calvin by Holbein

มีคนบางคนคิดว่าคริสเตียนที่เชื่อตามศาสนศาสตร์ของ จอห์น คาลวิน (Calvinists) ไม่ยอมประกาศข่าวประเสริฐ  คนเหล่านี้ประนามกลุ่มคาลวินว่าไม่เห็นความสำคัญของการประกาศ เพราะพวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าทรงเลือกสรรล่วงหน้าทุกคนที่จะรอด และความรอดนั้นขึ้นอยู่กับพระเจ้า ไม่ไช่การตัดสินในของมนุษย์  ถ้าพระเจ้าทรงเลือกสรรคนที่จะรอดทุกคนเรียบร้อยแล้ว คริสเตียนต้องประกาศทำไม?  

แม้ว่าบางคนอ้างว่ากลุ่มคาลวินมีความคิดและแนวการปฏิบัติอย่างนี้  หลักฐานตามประวัติศาสตร์และคำพูดของ จอห์น คาลวินเอง ก็ไม่สนับสนุนคำกล่าวหานั้น  มีมิชชันนารีที่เชื่อตามคาลวินในเรื่องการเลือกสรรล่วงหน้านั้นหลายคนเป็นแนวหน้าในการบุกเบิกคริสตจักรทั่วโลก เช่น วิลเลียม แครรี่ (William Carey) ที่อินเดีย และอโดนิรัม จัดสัน (Adoniram Judson) ที่พม่า 

คณะคริสตจักรใหญ่ที่เชื่อตามคาลวินคือ เพรสไบทีเรียน (Presbyterian) ได้มีบทบาทสำคัญในการริเริ่มคริสตจักรที่ เกาหลี แอฟริกาตะวันออก ไต้หวัน เมืองไทย และที่อื่นๆ

การปฏิรูปอัครทูตใหม่ (New Apostolic Reformation หรือ NAR) คืออะไร?

Peter Wagner

คำสอนหลักของการปฏิรูปอัครทูตใหม่ (New Apostolic Reformation หรือ NAR) ก็คือก่อนที่องค์พระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมาได้อีกครั้งหนึ่งนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการจัดรูปแบบอัครทูตทั่วโลกใหม่ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดประมาณ 200 คนโดยมี ซี. ปีเตอร์ แว็กเนอร์ (C. Peter Wagner) ที่เป็นผู้ก่อตั้งขบวนการเป็นองค์ประมุขของอัครทูต ซึ่งทำให้คริสเตียนเรามีสมเด็จพระสันตะปาปาองค์ใหม่ โดยอัครทูตเหล่านี้จะต้องเป็นที่ยอมรับ และเป็นผู้บริหารปกครองประเทศ เพื่อที่จะทำการชำระโลกนี้ให้สะอาด และเตรียมการต้อนรับการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ คริสเตียนจึงควรจะต้องใช้ฤทธิ์อำนาจทุกอย่าง รวม ถึงการขับผีเพื่อทำการชำระมนุษย์ สังคมและประเทศ ผู้ที่มีส่วนร่วมในขบวนการก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะนำพาโลกไปสู่​​การปฏิรูปใหม่

คำสอนของ NAR ได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก คำสอนของ Bill Hamon ที่สอนว่า พระคริสต์ไม่สามารถกลับมายังโลกนี้จนกว่ากองทัพ "ที่พร้อมทำสงคราม" ของคริสเตียน- ภายใต้การนำของอัครสาวกและผู้เผยพระวจนะสมัยใหม่ –ได้ทำการยึดครองอำนาจการปกครองของโลก และเริ่มที่จะสร้างอาณาจักรรัฐบาลของพระเจ้าบนโลกใบนี้ Hamon เปรียบเทียบกองทัพเหล่านี้เป็นกองทัพครูเสด โดยอธิบายว่าเป็นแสงสว่างดวงเดียวของคริสตจักรที่จะส่องเข้าไปในยุคมืดของโลกในเวลานี้

วันปฏิรูปศาสนาคือวันอะไร? (What is Reformation Day?)

บทความนี้ถูกแปลจาก What is Reformation Day? เขียนโดย Stephen Nichols และถูกโปสต์โดยรับอนุญาตจาก Ligonier Ministries

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในวันเดียวสามารถเปลี่ยนแปลงทั้งโลกได้ วันที่ 31 ตุลาคม ปี1517 มีนักบวชและนักปรัชญาคนหนึ่งที่ชื่อว่ามาร์ตินเป็นเวลาหลายปีแล้วที่เขารู้สึกอึดอัดใจกับคริสตจักรของเขาที่อยู่ในกรุงโรม เขารู้สึกไม่เห็นด้วยอย่างมากในเรื่องที่จะมีการขายใบไถ่บาปซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในคริสตจักร เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น สามารถจะนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ได้เลย ให้เรามาเริ่มพบกับตัวละครแต่ละตัวในเรื่องนี้ด้วยกัน 

เรื่องเริ่มต้นมาจาก การที่มีหัวหน้าบาทหลวงคนหนึ่งที่ชื่อ อัลเบิร์ท แห่งไมนซ์ ซึ่งตามกฎของคริสตจักรแล้วอายุของเขาน้อยเกินไปสำหรับตำแหน่งนั้น  และถึงแม้เขาจะได้เป็นหัวหน้าของบาทหลวงที่อยู่ในคริสตจักรบริเวณใกล้เคียง เขาก็ยังต้องการที่จะเป็นหัวหน้าบาทหลวงสูงสุดของเมืองไมนซ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฏของคริสตจักรด้วยเช่นกัน อัลเบิร์ทได้ยื่นความประสงค์ของเขาต่อสันตะปาปาลีโอที่ 10  ลีโอที่ 10 มาจากตระกูลเดอแมดีซี ซึ่งเป็นตระกูลที่มีอำนาจและหลงใหลในศิลปะ สันตะปาปาลีโอที่ 10 ได้ให้ศิลปินที่มีชื่อเสียงอย่างราฟาเอลและไมเคิลแอลเจลโลเข้ามาช่วยตกแต่งคริสตจักร เขาได้ใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการทำสิ่งนั้นซึ่งส่งผลให้การเงินของเขามีปัญหา

เมื่ออัลเบิร์ทแห่งไมนซ์เข้ามายื่นเจตจำนงในเรื่องนี้ สันตะปาปาลีโอที่ 10 ก็พร้อมอยู่แล้วที่จะตกลง หลังจากที่อัลเบิร์ทได้รับการเห็นชอบจากสันตะปาปาแล้ว เขาก็เริ่มขายใบไถ่บาปที่สามารถไถ่บาปได้ ทั้งบาปในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต เรื่องทั้งหมดนี้ทำให้นักบวชอย่างมาร์ติน ลูเธอร์รู้สึกทนไม่ได้ เขารู้ว่าเงินไม่สามารถซื้อหนทางที่จะพาเราไปสู่สวรรค์ได้ ลูเธอร์จะต้องทำอะไรซักอย่าง

ผู้ชายคริสเตียนและคลิปโป๊ (Christian Men and Pornography)

บทความเขียนโดย ศจ. คาร์ล ดาห์ลแฝรด

เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ในสังคมของเรามีการแพร่หลายของหนังสือ นิยาย ภาพถ่าย ภาพยนต์ และศิลปะลามกอนาจาร แต่ในยุคที่อินเตอร์เน็ตยังไม่ครอบคลุม คนที่อยากดูสิ่งเหล่านี้ ต้องตั้งใจที่จะดูจริงๆ และต้องกล้าพอที่จะเดินไปหาซื้อที่ร้าน

แต่ปัจจุบันนี้ เราไม่จำเป็นต้องเดินไปที่ร้าน และไม่ต้องกลัวว่าคนอื่นๆ จะเห็นอีกต่อไป เพราะสิ่งที่เราอยากดูทั้งหมดมีอยู่ในอินเตอร์เน็ต และส่วนใหญ่มักจะเป็นเวบไซต์ที่ให้บริการฟรี เราสามารถดูในโน็ตบุ๊กส่วนตัวของเราก็ได้ ดูในโทรศัพท์มือถือหรือแท๊บแล็ตก็ได้ ไม่มีใครรู้ว่าเราดูอะไรบนจอ เพราะเหตุนี้จำนวนคนที่ดูสื่อลามกจึงได้มีจำนวนเพิ่มขึ้นหลายเท่าเมื่อเทียบกับคนในรุ่นก่อนๆ

เมื่อผมได้ศึกษาข้อมูลในปี 2014 ผมพบสถิติมากมายที่แสดงให้เห็นว่าสื่อลามกออนไลน์เป็นปัญหาของหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ ตัวอย่างด้านล่างนี้ เป็นสถิติของวัยรุ่นชาวอเมริกันที่ดูสื่อลามกผ่านอินเตอร์เน็ต

  • 35% ของวัยรุ่นชายยอมรับว่าเขาเคยดูคลิปโป๊ในอินเตอร์เน็ตบ่อยจนนับไม่ถ้วน

  • 15% ของผู้ชายและ 9% ของผู้หญิงเคยดูสื่อลามกที่แสดงโดยเด็ก (child pornography)

  • 32% ของผู้ชายและ 18% ของผู้หญิงเคยดูคลิปคนที่มีเพศสัมพันธ์กับสัตว์ (bestiality)

  • 39% ของผู้ชายและ 23% ของผู้หญิงเคยดูคลิปคนที่มีเพศสัมพันธ์กันโดยแสดงบทบาทสมมุติเป็นนายกับทาส (bondage)

  • 83% ของผู้ชายและ 57% ของผู้หญิงเคยดูคลิปการมีเซ็กซ์หมู่ (group sex). (แหล่งที่มาของสถิติสถิติ)

สถิติเหล่านี้อาจทำให้บางคนตกใจ แต่ในขณะเดียวกัน หลายคนบอกว่า นี่เป็นเรื่องปกติที่เกิดในสังคมปัจจุบัน และมันก็จะเริ่มเป็นเรื่องธรรมดามากยิ่งขึ้น สถิติเหล่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าเท่านั้น แต่ความจริงแล้วยังมีคริสเตียนจำนวนมากที่เคยดูสื่อลามกออนไลน์ หรืออาจจะยังดูอยู่

เมื่อไม่นานมานี้ ผมคุยกับผู้รับใช้ท่านหนึ่งผ่านเฟสบุ๊ค และโดยบังเอิญผมสังเกตเห็นว่า ในรายการเพจที่เขากดไลค์ (like) มีเพจหนังโป๊และเพจที่มีผู้หญิงโชว์หน้าอกอยู่ด้วย ผมหนุนใจเขาให้กลับใจและหยุดดูสื่อแบบนี้ เพราะมันเป็นความบาปและไม่ได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้า แต่ผู้รับใช้คนนี้ไม่ยอมรับว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่เป็นเรื่องใหญ่ และหาว่าผมไปตัดสินเขา สุดท้ายเขาได้ยกเลิกการเป็นเพื่อนกับผมในเฟสบุ๊ค (unfriend)

Donation Address

OMF International
10 W. Dry Creek Circle
Littleton, CO 80120

With your check, please include a note indicating support for "Karl & Sun Dahlfred"
You may also give online.