Print

กลุ่มคาลวินไม่ประกาศจริงหรือ? (Calvinists Don’t Evangelize?)

John Calvin by Holbein

มีคนบางคนคิดว่าคริสเตียนที่เชื่อตามศาสนศาสตร์ของ จอห์น คาลวิน (Calvinists) ไม่ยอมประกาศข่าวประเสริฐ  คนเหล่านี้ประนามกลุ่มคาลวินว่าไม่เห็นความสำคัญของการประกาศ เพราะพวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าทรงเลือกสรรล่วงหน้าทุกคนที่จะรอด และความรอดนั้นขึ้นอยู่กับพระเจ้า ไม่ไช่การตัดสินในของมนุษย์  ถ้าพระเจ้าทรงเลือกสรรคนที่จะรอดทุกคนเรียบร้อยแล้ว คริสเตียนต้องประกาศทำไม?  

แม้ว่าบางคนอ้างว่ากลุ่มคาลวินมีความคิดและแนวการปฏิบัติอย่างนี้  หลักฐานตามประวัติศาสตร์และคำพูดของ จอห์น คาลวินเอง ก็ไม่สนับสนุนคำกล่าวหานั้น  มีมิชชันนารีที่เชื่อตามคาลวินในเรื่องการเลือกสรรล่วงหน้านั้นหลายคนเป็นแนวหน้าในการบุกเบิกคริสตจักรทั่วโลก เช่น วิลเลียม แครรี่ (William Carey) ที่อินเดีย และอโดนิรัม จัดสัน (Adoniram Judson) ที่พม่า 

คณะคริสตจักรใหญ่ที่เชื่อตามคาลวินคือ เพรสไบทีเรียน (Presbyterian) ได้มีบทบาทสำคัญในการริเริ่มคริสตจักรที่ เกาหลี แอฟริกาตะวันออก ไต้หวัน เมืองไทย และที่อื่นๆ

Print

การปฏิรูปอัครทูตใหม่ (New Apostolic Reformation หรือ NAR) คืออะไร?

Peter Wagner

คำสอนหลักของการปฏิรูปอัครทูตใหม่ (New Apostolic Reformation หรือ NAR) ก็คือก่อนที่องค์พระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมาได้อีกครั้งหนึ่งนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการจัดรูปแบบอัครทูตทั่วโลกใหม่ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดประมาณ 200 คนโดยมี ซี. ปีเตอร์ แว็กเนอร์ (C. Peter Wagner) ที่เป็นผู้ก่อตั้งขบวนการเป็นองค์ประมุขของอัครทูต ซึ่งทำให้คริสเตียนเรามีสมเด็จพระสันตะปาปาองค์ใหม่ โดยอัครทูตเหล่านี้จะต้องเป็นที่ยอมรับ และเป็นผู้บริหารปกครองประเทศ เพื่อที่จะทำการชำระโลกนี้ให้สะอาด และเตรียมการต้อนรับการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ คริสเตียนจึงควรจะต้องใช้ฤทธิ์อำนาจทุกอย่าง รวม ถึงการขับผีเพื่อทำการชำระมนุษย์ สังคมและประเทศ ผู้ที่มีส่วนร่วมในขบวนการก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะนำพาโลกไปสู่​​การปฏิรูปใหม่

คำสอนของ NAR ได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก คำสอนของ Bill Hamon ที่สอนว่า พระคริสต์ไม่สามารถกลับมายังโลกนี้จนกว่ากองทัพ "ที่พร้อมทำสงคราม" ของคริสเตียน- ภายใต้การนำของอัครสาวกและผู้เผยพระวจนะสมัยใหม่ –ได้ทำการยึดครองอำนาจการปกครองของโลก และเริ่มที่จะสร้างอาณาจักรรัฐบาลของพระเจ้าบนโลกใบนี้ Hamon เปรียบเทียบกองทัพเหล่านี้เป็นกองทัพครูเสด โดยอธิบายว่าเป็นแสงสว่างดวงเดียวของคริสตจักรที่จะส่องเข้าไปในยุคมืดของโลกในเวลานี้

Print

วันปฏิรูปศาสนาคือวันอะไร? (What is Reformation Day?)

บทความนี้ถูกแปลจาก What is Reformation Day? เขียนโดย Stephen Nichols และถูกโปสต์โดยรับอนุญาตจาก Ligonier Ministries

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในวันเดียวสามารถเปลี่ยนแปลงทั้งโลกได้ วันที่ 31 ตุลาคม ปี1517 มีนักบวชและนักปรัชญาคนหนึ่งที่ชื่อว่ามาร์ตินเป็นเวลาหลายปีแล้วที่เขารู้สึกอึดอัดใจกับคริสตจักรของเขาที่อยู่ในกรุงโรม เขารู้สึกไม่เห็นด้วยอย่างมากในเรื่องที่จะมีการขายใบไถ่บาปซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในคริสตจักร เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น สามารถจะนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ได้เลย ให้เรามาเริ่มพบกับตัวละครแต่ละตัวในเรื่องนี้ด้วยกัน 

เรื่องเริ่มต้นมาจาก การที่มีหัวหน้าบาทหลวงคนหนึ่งที่ชื่อ อัลเบิร์ท แห่งไมนซ์ ซึ่งตามกฎของคริสตจักรแล้วอายุของเขาน้อยเกินไปสำหรับตำแหน่งนั้น  และถึงแม้เขาจะได้เป็นหัวหน้าของบาทหลวงที่อยู่ในคริสตจักรบริเวณใกล้เคียง เขาก็ยังต้องการที่จะเป็นหัวหน้าบาทหลวงสูงสุดของเมืองไมนซ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฏของคริสตจักรด้วยเช่นกัน อัลเบิร์ทได้ยื่นความประสงค์ของเขาต่อสันตะปาปาลีโอที่ 10  ลีโอที่ 10 มาจากตระกูลเดอแมดีซี ซึ่งเป็นตระกูลที่มีอำนาจและหลงใหลในศิลปะ สันตะปาปาลีโอที่ 10 ได้ให้ศิลปินที่มีชื่อเสียงอย่างราฟาเอลและไมเคิลแอลเจลโลเข้ามาช่วยตกแต่งคริสตจักร เขาได้ใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการทำสิ่งนั้นซึ่งส่งผลให้การเงินของเขามีปัญหา

เมื่ออัลเบิร์ทแห่งไมนซ์เข้ามายื่นเจตจำนงในเรื่องนี้ สันตะปาปาลีโอที่ 10 ก็พร้อมอยู่แล้วที่จะตกลง หลังจากที่อัลเบิร์ทได้รับการเห็นชอบจากสันตะปาปาแล้ว เขาก็เริ่มขายใบไถ่บาปที่สามารถไถ่บาปได้ ทั้งบาปในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต เรื่องทั้งหมดนี้ทำให้นักบวชอย่างมาร์ติน ลูเธอร์รู้สึกทนไม่ได้ เขารู้ว่าเงินไม่สามารถซื้อหนทางที่จะพาเราไปสู่สวรรค์ได้ ลูเธอร์จะต้องทำอะไรซักอย่าง

Print

ผู้ชายคริสเตียนและคลิปโป๊ (Christian Men and Pornography)

บทความเขียนโดย ศจ. คาร์ล ดาห์ลแฝรด

เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ในสังคมของเรามีการแพร่หลายของหนังสือ นิยาย ภาพถ่าย ภาพยนต์ และศิลปะลามกอนาจาร แต่ในยุคที่อินเตอร์เน็ตยังไม่ครอบคลุม คนที่อยากดูสิ่งเหล่านี้ ต้องตั้งใจที่จะดูจริงๆ และต้องกล้าพอที่จะเดินไปหาซื้อที่ร้าน

แต่ปัจจุบันนี้ เราไม่จำเป็นต้องเดินไปที่ร้าน และไม่ต้องกลัวว่าคนอื่นๆ จะเห็นอีกต่อไป เพราะสิ่งที่เราอยากดูทั้งหมดมีอยู่ในอินเตอร์เน็ต และส่วนใหญ่มักจะเป็นเวบไซต์ที่ให้บริการฟรี เราสามารถดูในโน็ตบุ๊กส่วนตัวของเราก็ได้ ดูในโทรศัพท์มือถือหรือแท๊บแล็ตก็ได้ ไม่มีใครรู้ว่าเราดูอะไรบนจอ เพราะเหตุนี้จำนวนคนที่ดูสื่อลามกจึงได้มีจำนวนเพิ่มขึ้นหลายเท่าเมื่อเทียบกับคนในรุ่นก่อนๆ

เมื่อผมได้ศึกษาข้อมูลในปี 2014 ผมพบสถิติมากมายที่แสดงให้เห็นว่าสื่อลามกออนไลน์เป็นปัญหาของหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ ตัวอย่างด้านล่างนี้ เป็นสถิติของวัยรุ่นชาวอเมริกันที่ดูสื่อลามกผ่านอินเตอร์เน็ต

  • 35% ของวัยรุ่นชายยอมรับว่าเขาเคยดูคลิปโป๊ในอินเตอร์เน็ตบ่อยจนนับไม่ถ้วน

  • 15% ของผู้ชายและ 9% ของผู้หญิงเคยดูสื่อลามกที่แสดงโดยเด็ก (child pornography)

  • 32% ของผู้ชายและ 18% ของผู้หญิงเคยดูคลิปคนที่มีเพศสัมพันธ์กับสัตว์ (bestiality)

  • 39% ของผู้ชายและ 23% ของผู้หญิงเคยดูคลิปคนที่มีเพศสัมพันธ์กันโดยแสดงบทบาทสมมุติเป็นนายกับทาส (bondage)

  • 83% ของผู้ชายและ 57% ของผู้หญิงเคยดูคลิปการมีเซ็กซ์หมู่ (group sex). (แหล่งที่มาของสถิติสถิติ)

สถิติเหล่านี้อาจทำให้บางคนตกใจ แต่ในขณะเดียวกัน หลายคนบอกว่า นี่เป็นเรื่องปกติที่เกิดในสังคมปัจจุบัน และมันก็จะเริ่มเป็นเรื่องธรรมดามากยิ่งขึ้น สถิติเหล่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าเท่านั้น แต่ความจริงแล้วยังมีคริสเตียนจำนวนมากที่เคยดูสื่อลามกออนไลน์ หรืออาจจะยังดูอยู่

เมื่อไม่นานมานี้ ผมคุยกับผู้รับใช้ท่านหนึ่งผ่านเฟสบุ๊ค และโดยบังเอิญผมสังเกตเห็นว่า ในรายการเพจที่เขากดไลค์ (like) มีเพจหนังโป๊และเพจที่มีผู้หญิงโชว์หน้าอกอยู่ด้วย ผมหนุนใจเขาให้กลับใจและหยุดดูสื่อแบบนี้ เพราะมันเป็นความบาปและไม่ได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้า แต่ผู้รับใช้คนนี้ไม่ยอมรับว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่เป็นเรื่องใหญ่ และหาว่าผมไปตัดสินเขา สุดท้ายเขาได้ยกเลิกการเป็นเพื่อนกับผมในเฟสบุ๊ค (unfriend)

Print

พระเยซูไม่เคยสอนอย่างนี้ในเรื่องพี่น้องที่ทำบาป

มีคริสเตียนหลายต่อหลายคนในปัจจุบันที่เข้าใจว่าพระเยซูสอนอย่างข้างล่างนี้ในเรื่องพี่น้องที่ทำบาป 

  • เนื่อความที่ถูกขีดออกเป็นเนื้อความที่อยู่ในพระคัมภีร์จริงที่คนมักจะละเลย
  • เนื้อความที่สีแดงเป็นความเข้าใจผิดของบางคนในปัจจุบันนี้
"15 หากพี่น้องทำบาปต่อท่าน จงไปชี้แจงแก่เขาสองต่อสองอธิษฐานเผื่อเขา ให้เขาเห็นความผิดของตน หากเขารับฟัง ท่านจะได้พี่น้องนั้นคืนมา 16 แต่ถ้าเขาไม่ยอมรับฟัง จงพาอีกสักคนสองคนไปด้วยเพื่อว่า 'ทุกคดีจะได้มีพยานยืนยันสองสามปาก'ฝากไว้กับพระเจ้า 17 หาก เขายังยืนกรานไม่ฟัง จงแจ้งแก่คริสตจักรเลิกพูดถึงเรื่องนี้เพราะพระเจ้าจะต้องเป็นผู้เปลียนเขา และหากเขายังไม่ยอมฟังแม้กระทั่งคริสตจักรพระวิญญาณก็ให้ปฏิบัติต่อเขาเสมือนเป็นคนต่างศาสนาหรือคนเก็บภาษีพี่น้องคริสเตียนธรรมดา" (มัทธิว 18:15-17)

แล้วเราละ  เราจะฟังคำสอนของพระเยซู หรือจะฟังความคิดของตัวเราเองเพราะเราไม่กล้า???