พระคัมภีร์เพียงพอสำหรับชีวิตคริสเตียนจริงหรือ?

ในปัจจุบันนี้ ถ้าคุณเดินเข้าไปในคริสตจักรอีแวนเจลิคอลหรือคริสตจักรเพนเทคอส คุณแทบจะไม่พบศิษยาภิบาลหรือผู้นำคริสตจักรคนไหนที่จะปฏิเสธสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์ สิทธิอำนาจของพระคัมภีร์นั้นได้เป็นรากฐานความเชื่ออันเข้มแข็งในคริสตจักรโปรแตสแตนท์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 หลังจากที่นักปฏิรูปศาสนาอย่างเช่น มาร๋ติน ลูเธอร์ และ จอห์น คาลวิน ได้ย้ำเตือนอีกครั้งถึงสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์ที่ต้องอยู่เหนือคำสอนของสันตะปาปาและธรรมเนียมต่างๆของคริสตจักร พวกเขาเชื่อใน Sola Scriptura ซึ่งเป็นสำนวนภาษาละติน ที่มีความหมายว่า “พระคัมภีร์เท่านั้น” พระคัมภีร์เท่านั้นที่มีสิทธิอำนาจและมีความเพียงพอสำหรับการสอนและการนำในการดำเนินชีวิตคริสเตียน

อย่างไรก็ตาม เรื่องสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Sola Scriptura เท่านั้น อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญใน Sola Scriptura ก็คือ การที่พระคัมภีร์เพียงพอสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและการดำเนินชีวิตคริสเตียน คริสตจักรหลายแห่งอาจจะยืนยันถึงสิทธิอำนาจสูงสุดของพระคัมภีร์ แต่ถ้าคุณมองที่เนื้อหาของคำเทศนาของคริสตจักรบางแห่งแล้ว จะเห็นว่า พระคัมภีร์ไม่ได้เป็นศูนย์กลางหรือเป็นส่วนสำคัญในเนื้อหาคำเทศนาเลย เนื้อหาสำคัญของคำเทศนาคือ เรื่องเล่าจากชีวิตประจำวัน หลักจิตวิทยา, เทคนิคในการจัดการเรื่องต่าง ๆ ,เคล็ดลับในการดำเนินชีวิต คำพยากรณ์สดที่นัำกเทศนาพึ่งได้รับจากพระวิญญาณ หรือ เป็นถ้อยคำแห่งความรู้ แล้วแต่ว่าขณะที่นักเทศน์เตรียมคำเทศนาในคืนวันเสาร์จะมีความคิดอะไรที่รู้สึกว่าจะดึงดูดใจผู้ฟัง พระคัมภีร์ได้กลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการให้คำปรึกษา และถูกนำไปใช้ในการสนับสนุนความคิดที่ได้มาจากแหล่งอื่น สำหรับนักเทศน์หลายๆท่าน พระคัมภีร์เป็นแค่เพียงที่มาของแรงบันดาลใจและใช้พระคัมภีร์ในการเริ่มต้นเทศนาเท่านั้น แต่ทิศทางและเนื้อหาของคำเทศนาไม่ได้ถูกกำหนดโดยพระคัมภีร์เลย ไม่มีใครออกมาพูดอะไรในเรื่องนี้แต่เหมือนกับว่าทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าการที่จะสอนแต่พระคัมภีร์นั้นไม่เพียงพอสำหรับการช่วยคนให้เติบโตขึ้นในพระคริสต์หรือช่วยให้เขาสามารถเผชิญกับอุปสรรคต่างๆในโลกสมัยใหม่นี้ได้

เรื่องน่าเป็นห่วงในคำสอนของบิล จอห์นสัน (Bill Johnson)

เนื่องจากอาจารย์ Bill Johnson เป็นวิทยากรหลักในงานฟื้นฟู Revive Asia ระหว่างวันที่ 8-10 ม.ค. 2016 เราซึ่งนั่งอยู่ในคณะกรรมการศาสนศาสตร์ของกปท รู้สึกเป็นห่วง จึงได้ร่างเอกสาร (เป็นการส่วนตัว) ที่แนบไว้ เพื่อจะเตือนพี่น้องคริสเตียนไทยให้ได้รับทราบข้อมูลสำคัญในเรื่องคำสอนที่ผิดเพี้ยนของอาจารย์ Bill Johnson ขอพี่น้องอ่านและพิจจารณาในการเข้าร่วม ทั้งนี้ทางกลุ่มของเรามีประเด็นที่เราห่วงใยหลายประเด็นเช่น พื้นฐานความเชื่อเกี่ยวกับอนาคตศาสตร์ ความจำเป็นของการสำแดงการอัศจรรย์และอำนาจที่มากับความเชื่อ ความสับสนเกี่ยวกับพระกิตติคุณ และความเป็นมนุษย์ของพระเยซู แต่เพราะความจำกัดทางด้านเวลา เราจึงสามารถระบุรายละเอียดได้เพียงประเด็นเดียว นั่นก็คือ “ประสบการณ์สำคัญกว่าพระคัมภีร์” กรุณาแชร์ต่อถ้าท่านเห็นด้วยกับบทความนี้

~ ศจ.ดร. รุ่ง เริงสันติ์อาจิณ ~ ศจ.ดร. เสรี หล่อกัณภัย ~ ดร. ชัยวัฒน์ ชาวเมืองแมน
~ ศจ.ดร. นที ตันจันทร์พงศ์ ~ ศจ. Karl Dahlfred ~ อ. ยินดี จัง

เนื่องจากอาจารย์ Bill Johnson เป็นวิทยากรหลักในงานฟื้นฟู Revive Asia ระหว่างวันที่ 8-10 .. 2016 ซึ่งคริสตจักรหลายคณะทั่วไทยได้รับเชิญให้มาร่วมจึงเห็นสมควรที่พี่น้องคริสเตียนไทยที่จะเข้าร่วมได้รับทราบข้อมูลสำคัญในเรื่องคำสอนที่ได้จากอาจารย์ Bill Johnson ผู้ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักในคริสตจักรไทยก่อนหน้านี้

ตามเว็บไซต์ของผู้จัดงาน Revive Asia ได้แนะนำประวัติโดยย่อของอาจารย์ Bill Johnson ไว้ดังนี้

บิลจอห์นสันศิษยาภิบาลอาวุโสคริสตจักรเบธเอลซึ่งเป็นคริสตจักรที่มีประสบการณ์การในการพบกับพระเจ้าอย่างเหนือธรรมชาติเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติการอัศจรรย์เกิดขึ้นจนถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาและที่ประชุมมีความตื่นเต้นร้อนรนที่จะเติบโตขึ้นในฝ่ายวิญญาณอยู่เสมอคริสตจักรเบธเอลมีสมาชิกโดยประมาณ 1,500 คนรวมถึงมีหลักสูตรสร้างผู้รับใช้ที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางที่ชื่อว่า School of Supernatural Ministry

บิลเป็นผู้นำเครือข่ายคริสตจักรต่างๆที่มีจุดประสงค์ร่วมกันที่จะเห็นการฟื้นฟูระดับโลกที่จะส่งผ่านออกไปยังผู้คนในรุ่นต่อๆไปบิลได้เขียนหนังสือมากมายหลายเล่มรวมถึงหนังสือที่ชื่อว่าเมื่อสวรรค์บุกรุกโลกที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยและท่านได้เดินทางไปทั่วโลกในฐานะวิทยากรฟื้นฟูในการประชุมสัมมนาต่างๆ

เตรียมพร้อมที่จะได้พบกับพระเจ้าในความสดใหม่อย่างที่คุณจะคาดไม่ถึงร่วมเรียนรู้และเข้าใจหลักการแห่งอาณาจักรของพระเจ้าเพื่อคุณจะพบกับความจริงที่ว่าสวรรค์นั้นคือวิถีชีวิตของคุณไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องรอคอยเพียงในอนาคตและเมื่อคุณได้เข้ามาพบกับพระเยซูแบบหน้าต่อหน้าและได้รับการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านโดยพระสิริของพระองค์คุณจะได้ค้นพบว่าการทำพันธกิจที่แท้จริงคือการยอมให้พระสิริของพระเจ้าที่อยู่ในคุณนั้นไหลล้นออกไปยังทุกสถานการณ์ของชีวิตเมื่อนั้นพันธกิจของคุณจะกลายเป็นสวรรค์บนแผ่นดินโลกอย่างแท้จริง!”[1]

Bill Johnson speaking at the More conference, CCCW in Melbourne, Australia (Credit: natebailey)เรื่องราวต่างๆที่กล่าวถึงบิลจอห์นสันนั้นดูดีและน่าจะเป็นพระพรแต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ได้พบในคำสอนของท่านตามที่ปรากฏในหนังสือที่ท่านเขียนนั้นมีบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับคำสอนของพระคัมภีร์ทำให้มีความห่วงใยต่อผู้ฟังบางคนที่อาจจะรับฟังโดยไม่ได้แยกแยะว่าสิ่งไหนควรจะระมัดระวังหรือสิ่งไหนคือสิ่งที่ถูกต้องตามคำสอนของพระคัมภีร์ดังนั้นจึงขอนำเสนอให้ผู้ที่จะไปฟังคำสอนของท่านได้ทราบว่าหากได้ยินคำสอนลักษณะนี้  ผู้ฟังควรจะใช้วิจารณญาณของตัวเองให้ดีว่าเป็นคำสอนที่ถูกต้องหรือไม่ตัวอย่างคำสอนที่เราคิดว่าจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ

จำนวนสมาชิก ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ความสำเร็จของคริสตจักร

การมีคริสตจักรใหญ่โตไม่ได้เป็นบทพิสูจน์ความสำเร็จเสมอไป คนมาเข้าโบสถ์ด้วยสาเหตุต่างกันมากมาย ซึ่งบางครั้งอาจไม่เกี่ยวข้องกับพระกิตติคุณเลยก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น อยากได้ประสบการณ์แปลกใหม่ ตื่นเต้น ต้องการรับการรักษาโรค (แต่กลับไม่รู้จักพระเจ้าผู้บริสุทธิ์) บางคนชอบเข้ามาฟังคำเทศนาเยินยอของนักเทศน์ หรือ บางคนเข้าโบสถ์ เพราะรู้สึกว่าได้ร่วมทำกิจกรรมที่มีชีวิตชีวา  โดยลืมว่า การเป็นคริสเตียนแท้นั้น คือ การกลับใจจากบาป รับการชำระด้วยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ และตั้งใจดำเนินชีวิตในทางแห่งความชอบธรรม เป็นคนสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า และต่อสังคม

ความจริงแล้ว การมีคริสตจักรใหญ่โต ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเลย...เป็นการดีที่คนจำนวนมากจะเข้ามาในคริสตจักรของพระเจ้า แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พระเยซูคริสต์ และคำสอนถูกต้องตามพระคัมภีร์...พระเยซูไม่เคยชมคน เพราะสิ่งใหญ่โต แต่พระองค์ชมเชยคนสัตย์ซื่อ "เจ้านายของเขาตอบว่า 'ดีมาก เจ้าเป็นบ่าวที่ดีและสัตย์ซื่อ!" (มัทธิว 25:23)

การดูดศพคืออะไร? (What is Grave Sucking?)

บทความนี้ถูกแปลจาก What is Grave Sucking? เขียนโดย ไมเคิล โบห์ม (Michael Boehm) เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2014  คำแปลนี้ถูกโปสต์โดยรับอนุญาติจากผู้เขียน

คุณเคยได้ยินเรื่องการดูดศพไหม

คำสอน พระวจนะแห่งคำเชื่อ (Word of Faith) ของพวกแคริสเมติก จะบ้าบอไปได้มากกว่านี้ไหม คำสอนใหม่ของพวกคริสเตียนโรคจิตของคริสเตียนกลุ่มนี้มีชื่อเรียกกันว่า การดูดศพ

ครั้งแรกที่ผมได้ยินคำว่า การดูดศพ ผมคิดว่าเป็นการพูดเล่น คงจะไม่มีอ้ายงั่งหน้าไหนเชื่อเรื่องพรรณ์นี่กันแน่ แต่คุณเข้าใจผิด การดูดศพหรือคว้าของประทานศพเป็นความเชื่อและพฤติกรรมการดูดของประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์จากกระดูกซากศพ อันเป็นคำสอนของคริสเตียนที่ว่า เมื่อคนที่มีของประทานของพระวิญญาณเสียชีวิตลงไป ของประทานหรือภารกิจได้ตายตามคน ๆ นั้นไปด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือ พันธกิจพระเจ้าของผู้เชื่อคนนั้นถูกบั่นทอนลงเมื่อตายไป

"ยังมีบรรดาการเจิม บทบาทฝ่ายวิญญาน การสำแดง และความลี้ลับ ต่างๆ ที่อยู่มาจนทุกวันนี้โดยไม่มีการนำมาใช้  ณ.ที่นั้นๆซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกทิ้งเอาไว้ เนื่องจากชนรุ่นซึ่งดำเนินในสิ่งเหล่านี้ไม่เคยส่งทอดมันต่อไป.  ผมเชื่อว่า เป็นไปได้ที่เราจะรื้อฟื้นมิติต่างๆแห่งการเจิม มิติต่างๆแห่งความเข้าใจ และมิติต่างๆของพระเจ้าที่ได้ถูกปล่อยทิ้งไว้ มานับหลายทศวรรษ  แค่โดยการเลือกที่จะนำสิ่งเหล่านี้กลับคืนมา และสืบทอดต่อไปสำหรับชนรุ่นต่อๆไปในอนาคต" - บิล จอห์นสัน (Bill Johnson)

บางที คริสเตียนคนนั้นอาจจะมีของประทานการรักษาโรค บางที คน ๆ นั้นอาจจะเป็นอัครทูต ผู้พยากรณ์ หรือนักประกาศ ซึ่งหมายความว่า คนเหล่านี้ต้องมีของประทานที่ว่าจริง ซึ่งผมก็ยังมีข้อสงสัยอยู่มาก แต่เอาล่ะ ความเชื่อที่ว่าคือ บัดนี้ แผนการของพระเจ้าและการทรงเจิมต้องหยุดชะงักลง แล้วพระเจ้าจะแก้ไขปัญหาและทำให้แผนการของพระองค์ดำเนินต่อได้อย่างไร

กลุ่มคาลวินไม่ประกาศจริงหรือ? (Calvinists Don’t Evangelize?)

John Calvin by Holbein

มีคนบางคนคิดว่าคริสเตียนที่เชื่อตามศาสนศาสตร์ของ จอห์น คาลวิน (Calvinists) ไม่ยอมประกาศข่าวประเสริฐ  คนเหล่านี้ประนามกลุ่มคาลวินว่าไม่เห็นความสำคัญของการประกาศ เพราะพวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าทรงเลือกสรรล่วงหน้าทุกคนที่จะรอด และความรอดนั้นขึ้นอยู่กับพระเจ้า ไม่ไช่การตัดสินในของมนุษย์  ถ้าพระเจ้าทรงเลือกสรรคนที่จะรอดทุกคนเรียบร้อยแล้ว คริสเตียนต้องประกาศทำไม?  

แม้ว่าบางคนอ้างว่ากลุ่มคาลวินมีความคิดและแนวการปฏิบัติอย่างนี้  หลักฐานตามประวัติศาสตร์และคำพูดของ จอห์น คาลวินเอง ก็ไม่สนับสนุนคำกล่าวหานั้น  มีมิชชันนารีที่เชื่อตามคาลวินในเรื่องการเลือกสรรล่วงหน้านั้นหลายคนเป็นแนวหน้าในการบุกเบิกคริสตจักรทั่วโลก เช่น วิลเลียม แครรี่ (William Carey) ที่อินเดีย และอโดนิรัม จัดสัน (Adoniram Judson) ที่พม่า 

คณะคริสตจักรใหญ่ที่เชื่อตามคาลวินคือ เพรสไบทีเรียน (Presbyterian) ได้มีบทบาทสำคัญในการริเริ่มคริสตจักรที่ เกาหลี แอฟริกาตะวันออก ไต้หวัน เมืองไทย และที่อื่นๆ

การปฏิรูปอัครทูตใหม่ (New Apostolic Reformation หรือ NAR) คืออะไร?

Peter Wagner

คำสอนหลักของการปฏิรูปอัครทูตใหม่ (New Apostolic Reformation หรือ NAR) ก็คือก่อนที่องค์พระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมาได้อีกครั้งหนึ่งนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการจัดรูปแบบอัครทูตทั่วโลกใหม่ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดประมาณ 200 คนโดยมี ซี. ปีเตอร์ แว็กเนอร์ (C. Peter Wagner) ที่เป็นผู้ก่อตั้งขบวนการเป็นองค์ประมุขของอัครทูต ซึ่งทำให้คริสเตียนเรามีสมเด็จพระสันตะปาปาองค์ใหม่ โดยอัครทูตเหล่านี้จะต้องเป็นที่ยอมรับ และเป็นผู้บริหารปกครองประเทศ เพื่อที่จะทำการชำระโลกนี้ให้สะอาด และเตรียมการต้อนรับการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ คริสเตียนจึงควรจะต้องใช้ฤทธิ์อำนาจทุกอย่าง รวม ถึงการขับผีเพื่อทำการชำระมนุษย์ สังคมและประเทศ ผู้ที่มีส่วนร่วมในขบวนการก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะนำพาโลกไปสู่​​การปฏิรูปใหม่

คำสอนของ NAR ได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก คำสอนของ Bill Hamon ที่สอนว่า พระคริสต์ไม่สามารถกลับมายังโลกนี้จนกว่ากองทัพ "ที่พร้อมทำสงคราม" ของคริสเตียน- ภายใต้การนำของอัครสาวกและผู้เผยพระวจนะสมัยใหม่ –ได้ทำการยึดครองอำนาจการปกครองของโลก และเริ่มที่จะสร้างอาณาจักรรัฐบาลของพระเจ้าบนโลกใบนี้ Hamon เปรียบเทียบกองทัพเหล่านี้เป็นกองทัพครูเสด โดยอธิบายว่าเป็นแสงสว่างดวงเดียวของคริสตจักรที่จะส่องเข้าไปในยุคมืดของโลกในเวลานี้

Donation Address

OMF International
10 W. Dry Creek Circle
Littleton, CO 80120

With your check, please include a note indicating support for "Karl & Sun Dahlfred"
You may also give online.