Print

บทสนทนาว่าด้วยเรื่องชีวิตและศาสนศาสตร์ กับคอสติ ฮินน์ (Costi Hinn)

คอสติ ฮินน์ (Costi Hinn)

บทความนี้ถูกแปลเป็นภาษาไทยจาก On Life & Theology With Costi Hinn เขียนโดย Adam Powers และโพสต์ ณ ที่นี้โดยได้รับอนุญาต
 
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผม(อาดัม พาวเวอร์ส์)ได้รับสิทธิพิเศษให้ได้นั่งสนทนากับคุณคอสติ ฮินน์ (Costi Hinn) เพื่อจัดทำบทสัมภาษณ์ลง Publicans Blog นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ผมได้มีโอกาสรู้จักผู้ชายคนนี้และสัมผัสหัวใจของเขาที่อุทิศให้กับความจริงของพระเจ้า  เขาได้ผ่านประสบการณ์อะไรมามากมายในเส้นทางชีวิตของเขา จากความเป็นคนนอกรีตจนมาสู่ความสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า และเราได้เรียนรู้มากมายจากชีวิตของเขา  ชายผู้นี้ไม่เพียงแต่เป็นผู้ที่ยำเกรงพระเจ้า แต่เขาเป็นสามี พ่อ และศิษยาภิบาลที่สัตย์ซื่อและมุ่งมั่นที่จะถวายเกียรติแด่พระเจ้าในทุกสิ่งที่เขาทำ ข้างล่างนี้คือบทสัมภาษณ์ของเรา ขอให้ท่านได้รับความสนุก!

 

อาดัม:  ขอบคุณนะครับที่ให้ผมมีโอกาสสัมภาษณ์ในครั้งนี้ ผมคิดว่าผู้อ่านส่วนใหญ่ของเราคงไม่รู้จักว่าคุณ  เป็นใคร แม้ว่าพวกเขาอาจจำนามสกุลของคุณได้ คุณช่วยแนะนำตัวเองสั้น ๆ ได้ไหมครับ และเล่าให้เราฟังว่าพระเจ้าได้นำคุณมาสู่จุดที่คุณอยู่ ณ ปัจจุบันได้อย่างไร?

คอสติ:  ขอบคุณที่คุณอาดัมเชิญผมมาในวันนี้ จากที่ผมได้มีโอกาสอ่านและเห็นมา ผมเชื่อว่าเว็บไซต์ “The Publicans” เป็นพระพรสำหรับผู้คนจำนวนมาก

ผมชื่อคอสติ (Costi) แต่สิ่งที่เตะตาคนส่วนใหญ่ก็คือนามสกุลของผม นั่นคือ “ฮินน์” (Hinn) ผมเติบโตในขบวนการถ้อยคำแห่งความเชื่อและข่าวประเสริฐแห่งความมั่งคั่ง (Word of Faith and Prosperity Gospel movements) เกิดและถูกเลี้ยงดูให้เป็นคริสเตียนสายคาริสมาติกที่พูดภาษาแปลก ๆ ที่เชื่อว่าอธิษฐานขอสิ่งใด ๆ ก็จะได้รับ รวมถึงมีสุขภาพดีและร่ำรวย บางคนอาจเคยได้ยินชื่อเบนนี่ ฮินน์ (Benny Hinn) เขาคือลุงของผม ตั้งแต่เด็กผมเติบโตมาโดยได้เดินทางทั่วโลกไปกับคุณลุงคนนี้และคุณพ่อของผม และกระทั่งได้ทำงานกับเขาเมื่อผมอายุ 18 ปี งานของผมคือเป็น “ผู้จับ” ในงานประชุมฟื้นฟู กล่าวคือ ผมจะต้องคอยจับตัวคนเมื่อพวกเขาถูก “ทำให้ล้มลงในพระวิญญาณ” โดยการแตะมือสัมผัส ลมหายใจ หรือเสื้อแจ๊คเก็ตขาวอันฉาวโฉ่ของลุงเบนนี่ 

แม้ว่าในตอนนั้นผมมีคำถามหลายอย่างเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของพันธกิจของเขา และความชอบธรรมของการสำแดงการอัศจรรย์และการรักษาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในงานประชุมฟื้นฟู แต่ความสุขจากวิถีชีวิตแบบมั่งคั่งมันเพียงพอที่จะทำให้คำถามเหล่านั้นถูกเก็บซ่อนเอาไว้ก่อน ที่พักหรูหรา การเดินทางโดยเครื่องบินส่วนตัว และสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตถูกเชื่อว่าเป็นพระพรจากพระเจ้าสำหรับการทำงาน “พันธกิจ” ที่สัตย์ซื่อของพวกเรา บ่อยครั้งผมตอบแก้ต่างให้กับข้อสงสัยที่มีต่อความเชื่อดังกล่าว  นอกจากนี้ คำสอนที่สร้างความงุนงง หรือสิ่งที่ลุงของผมพูดแล้วขัดกับพระคัมภีร์ไม่เคยจะถูกท้าทายโต้แย้ง เราถูกสอนอย่างเคร่งครัดว่า มิให้ผู้ใด “แตะต้องผู้ที่พระเจ้าได้ทรงเจิม” นั่นแปลว่าจะไม่มีการพูดอะไรที่ขัดหรือท้าทายผู้เทศนาเลย ไม่ว่าจะมีสิ่งเทา ๆ ที่เขาทำในที่ลับหรือพูดผิดบนธรรมาสน์ ในตอนนั้นผมตาบอดโดยสมบูรณ์จากพระวจนะความจริงและไม่กล้าท้าทายระบบที่เป็นอยู่  ในที่สุดพระเจ้าได้ช่วยผมให้รอดพ้นจากชีวิตแห่งความลวงหลอกและในทันใดนั้น  พระคัมภีร์ที่ผมได้อ่านมาแทบทั้งชีวิตช่างเข้าใจง่ายกว่าที่เคยเป็นมาเสียเหลือเกิน! ผมได้มีประสบการณ์กับการส่องสว่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพิเศษ มันเหมือนกับว่าหลอดไฟดวงหนึ่งถูกเปิดสวิตช์และทำให้เห็นชัดว่าผมได้เทศนา รับใช้ และเชื่อในเวอร์ชั่นเทียมเท็จของพระเยซู เช่นเดียวกับผู้เชื่อหลายคนที่ได้ละทิ้งความเชื่อเทียมเท็จไว้เบื้องหลัง มันเกิดจากชุดเหตุการณ์ที่ทรงนำโดยพระเจ้าในชีวิตของผมและการได้คลุกคลีกับผู้สอนพระคัมภีร์ที่สัตย์ซื่อที่นำไปสู่การบังเกิดใหม่ของผม ผมจะไม่มีวันลืมวันที่ผมร้องไห้อย่างขมขื่นให้กับเส้นทางชีวิตแห่งความหน้าซื่อใจคตที่ผมเคยดำเนินมา ผมกลับใจใหม่จากความบาปและเดินจากความเชื่อเทียมเท็จเดิมโดยไม่หันหลังกลับอีกเลย ในช่วงเวลานั้นเองผมได้อุทิศตนให้กับการเป็นสาวกภายใต้การดูแลของศิษยาภิบาลที่พระเจ้าทรงใช้ให้เปิดเผยข้อบกพร่องของผมเอง และผมอุทิศให้กับการอ่านอย่างไม่ลดละเพื่อที่จะเติบโตในหลักความเชื่อที่ถูกต้อง  ไม่นานหลังจากนั้น ผมได้สมัครเข้าวิทยาลัยพระคริสต์ธรรม โดยพระคุณพระเจ้าในวันนี้ผมอุทิศตนโดยสมบูรณ์ให้กับการเทศนาพระกิตติคุณที่แท้จริงและรับใช้คนของพระเจ้าในฐานะผู้ช่วยผู้เลี้ยงแกะที่สัตย์ซื่อตลอดชีวิตที่เหลืออยู่บนโลกนี้ ปัจจุบันผมเป็นผู้ช่วยศิษยาภิบาลที่คริสตจักร Mission Bible ในเมืองทัสติน (Tustin) รัฐแคลิฟอร์เนีย (California) ซึ่งศิษยาภิบาลผู้เทศนาเป็นพี่น้องในพระคริสต์และเพื่อนสนิทของผม คือคุณแอนโธนี่ วู้ด (Anthony Wood) เขาคือผู้ที่สอนความเป็นสาวกให้กับผมอย่างใกล้ชิดในช่วงแรกเริ่ม

 

อาดัม:  สรรเสริญพระเจ้าครับ! เป็นเรื่องราวที่หนุนใจจริง ๆ พระเจ้าได้ทรงนำคุณผ่านการฟื้นฟูเชิงศาสนศาสตร์โดยสมบูรณ์เลยทีเดียว ผมจินตนาการได้ถึงราคาที่คุณต้องจ่ายอย่างสูงสำหรับการหันหลังให้กับสิ่งที่ครอบครับของคุณได้สอนคุณมาอย่างยาวนาน ผมเดาว่าคุณเคยปฏิเสธความทุกข์ยากโดยถือว่าเป็นการขาดความเชื่อในพระเจ้าใช่ไหมครับ? หากเป็นเช่นนั้น ในปัจจุบันคุณได้รับการหนุนใจจากเรื่องราวหลาย ๆ ตอนของพระคัมภีร์ที่สอนเราว่าความขัดแย้งและความทุกข์ยากเป็นส่วนหนึ่งที่ปกติธรรมดาของชีวิตคริสเตียนหรือเปล่าครับ?

คอสติ: ใช่ครับ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยสมบูรณ์ในความปรารถนา ความเชื่อ และคำสอนต่าง ๆ ของผม ซึ่งมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทำให้เกิดขึ้นได้ ทุกวันผมตื่นเช้าด้วยความรู้สึกขอบพระคุณที่พระองค์ได้ช่วยผมให้รอด  ในส่วนของมุมมองในอดีตที่ผมมีต่อความทุกข์ยากนั้น แน่นอนว่ามันถูกผูกไว้กับศาสนศาสตร์ถ้อยคำแห่งความเชื่อ (Word of Faith theology) ยกตัวอย่างเช่น หากมีความขัดแย้งในชีวิต ต้นเหตุก็คือ “จิตวิญญาณแห่งความขัดแย้ง” หรือการที่ความขัดแย้งเกิดขึ้นเพราะการสารภาพเชิงลบ [อธิษฐานยอมรับปัญหา/ความทุกข์ยาก/ความขัดสนในชีวิต – ผู้แปล] ความคิดแง่ลบ หรือการขาดความเชื่อ ซึ่งวิธีแก้ปัญหา (โดยปกติ) ก็โดยการสาปแช่งมาร อธิษฐานในพระวิญญาณบริสุทธิ์ (หมายถึงภาษาแปลก ๆ) กล่าวสารภาพเชิงบวก [เชื่อว่าจะได้รับสิ่งดีเสมอเมื่อกล่าวอธิษฐานถึงสิ่งนั้น – ผู้แปล] หรือการหว่านเมล็ดลงในพันธกิจที่ถูกมองว่าเป็นดินที่ดี สิ่งเหล่านี้ห่างไกลจากมุมมองที่ถูกต้องตามพระคัมภีร์เกี่ยวกับความทุกข์ยากแต่ตอนนั้นผมไม่รู้เรื่องเลยจริง ๆ  นับตั้งแต่ผมบังเกิดใหม่ พระธรรมตอนหนึ่งที่หนุนใจผมเป็นอย่างมากในช่วงที่มีความขัดแย้งและความทุกข์ยากทางโลกก็คือ พระธรรมมัทธิว 10:26-39 พระเยซูทรงเป็นเส้นแบ่งที่แท้จริง และการรับใช้พระองค์อย่างสัตย์ซื่อไม่ได้จะนำเราให้มีชีวิตที่โรยด้วยกลีบกุหลาบตลอดไป  นับตั้งแต่ผมเลือกที่จะยืนหยัดอย่างเปิดเผยสำหรับพระกิตติคุณที่แท้จริง ผมได้รับจดหมายขู่ฆ่า คำขู่ทำร้ายร่างกาย  คำสาปแช่งที่ผม “แตะต้องผู้ที่พระเจ้าทรงเจิม” ถูกเรียกว่าไอ้คนนอกรีต และอื่น ๆ มากมาย ผมถือว่านี่คือสิทธิพิเศษที่จะได้มีประสบการณ์เศษเสี้ยวหนึ่งของสิ่งที่พี่น้องทั้งชายและหญิงในอดีตเคยต้องประสบพบเจอก่อนที่ผมจะได้รับความรอด  ถึงที่สุดแล้วพวกเราทุกคนยืนอยู่บนไหล่ของคนรุ่นเก่าที่สัตย์ซื่อและได้ยืนหยัดเพื่อพระคริสต์ก่อนที่เราจะทำแบบเดียวกันในปัจจุบัน ผมไม่เคยตั้งใจจะแตกแยกกับครอบครัวของผมเกี่ยวกับหลักความเชื่อ แต่ผมปฏิเสธที่จะสร้างมลทินให้กับข่าวประเสริฐหรือปิดตาข้างหนึ่งเมื่อเห็นคนเทศนาถึงพระคริสต์ที่เทียมเท็จ

 

อาดัม:  พูดได้ดีมากครับ อาเมน สิ่งที่คุณได้กล่าวมามีหลายอย่างที่ลึกซึ้งและดีมากให้เราขบคิดต่อ ดูเหมือนว่าทุกอย่างก็อยู่ที่การมีศาสนศาสตร์ที่ถูกต้องและความสำคัญของมันก่อน ระหว่าง และภายหลังจากฤดูกาลแห่งความทุกข์ยาก เมื่อได้รับการปรับเปลี่ยนเชิงศาสนศาสตร์จากพระเจ้าแล้ว คุณได้พบกับบ่อน้ำแห่งความชื่นชมยินดีที่ลึกซึ้งและถูกต้องกว่าเดิม แม้อยู่ท่ามกลางความยากลำบาก คุณอยากจะกล่าวอะไรต่อผู้ที่คิดว่าศาสนศาสตร์เป็นเรื่องที่สร้างความขัดแย้งหรือแตกแยกเกินไป จึงเลือกที่จะหลีกเลี่ยงโดยพยายามที่จะมีความเชื่อที่เรียบง่าย และอาจกล่าวว่า “ฉันไม่สนใจศาสนศาสตร์ ฉันแค่อยากจะรักพระเยซู”?

คอสติ:  ประการแรกครับ การหลีกเลี่ยงศาสนศาสตร์เพราะเป็นเรื่องเข้าใจยาก สร้างความขัดแย้งหรือแตกแยก เพียงเพื่อที่จะ “รักพระเยซู” และทำให้ความเชื่อเป็นเรื่องเรียบง่าย มันเหมือนกับการทำให้การแต่งงานของคุณเป็นเรื่องผิวเผินและตื้นเขินเพราะกลัวว่าจะมีความขัดแย้ง มันไม่ได้นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่แท้จริงและไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่แท้จริง เราไม่สามารถรักพระเยซูโดยปราศจากความขัดแย้งใด ๆ เลย เราอาจทำให้ใครสักคนรู้สึกแย่ หรือขัดแย้งกับธรรมชาติความบาปของตัวเองที่ไม่อยากจะเชื่อฟังพระองค์ พระเยซูตรัสว่าพระองค์จะทำให้คนแตกแยกกัน (มัทธิว 10:34-36) พระองค์ตรัสว่าหากคุณรักพระองค์คุณจะเชื่อฟังพระองค์ (ยอห์น 14:23) และพระองค์ตรัสว่าพระองค์เป็นทางเดียวไปสู่สวรรค์ (ยอห์น 14:6) นั่นหมายความว่าหนทางอื่น ๆ นำไปสู่นรก ในความเป็นจริงคุณไม่สามารถรักพระเยซูโดยปราศจากการโต้เถียงอะไรบางอย่าง  ประการที่สอง เราทุกคนจำเป็นจะต้อง “สนใจศาสนศาสตร์” โดยนิยามนั้น ศาสนศาสตร์มีความหมายง่าย ๆ ว่า การศึกษาเกี่ยวกับการรู้จักพระเจ้าและพระลักษณะของพระองค์ จะมีทางใดที่เราจะมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าและเติบโตในการนมัสการพระองค์อย่างแท้จริงได้ดีไปกว่าการรู้จักพระองค์อย่างลึกซึ้ง! นอกจากนี้ ศาสนศาสตร์ยังให้แนวทางที่ยอดเยี่ยมเพื่อที่เราจะเติบโตในความเชื่อ การฝึกถกเถียงหลักข้อเชื่อต่าง ๆ การถูกลับสมองโดยการสอนที่ดี และการยอมให้ความหยิ่งผยองแบบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของเราถูกบดขยี้โดยความจริงที่ว่า เรามีชีวิตอยู่เพื่อพระเกียรติสิริของพระเจ้า เหล่านี้เป็นการสร้างความเติบโตฝ่ายวิญญาณสำหรับคริสเตียน ประการสุดท้าย บางคนรู้สึกขมในลำคอเมื่อพูดถึงเรื่องศาสนศาสตร์เพราะว่าเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดี อาจารย์ของผมท่านหนึ่งที่วิทยาลัยพระคริสต์ธรรมเล่าในชั้นเรียนครั้งหนึ่งว่า ในสมัยของท่าน สิ่งที่นักเรียนพระคริสต์ธรรมทั้งหมดมักจะทำก็คือการถกเถียงในเรื่องที่ไม่สำคัญและหลงลืมเกี่ยวกับพระมหาบัญชา ผมคิดว่ามีบทเรียนจากเรื่องนี้ อย่างไรก็ดี ศาสนศาสตร์เป็นสิ่งที่ไปไกลกว่าแค่เพียงความรู้ในสมองที่ผุดขึ้นมา ดังเช่นที่นักศาสนศาสตร์ที่ชื่อ อาร์.ซี. สปราวล์ (R.C. Sproul) ได้กล่าวว่า “วัตถุประสงค์ของศาสนศาสตร์มิได้มีไว้เพื่อกระตุกต่อมปัญญาของเรา แต่เพื่อกำกับเราให้อยู่ในทางของพระเจ้า เพื่อที่เราจะสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่และความบริบูรณ์ในการเชื่อฟังพระองค์ นั่นคือสาเหตุที่เราสนใจศาสนศาสตร์”

 

อาดัม:  ผมชื่นชอบสามประเด็นที่คุณพูดมาครับ เพราะสิ่งเหล่านั้นจำเป็นอย่างที่สุดในการนำมาใช้เป็นกรอบคิดเพื่อที่จะทำให้ชีวิตเราถวายเกียรติแด่พระเจ้า ในส่วนของประเด็นที่สามของคุณ อะไรบ้างที่เป็นแก่นสำคัญเชิงศาสนศาสตร์ที่เราจะประนีประนอมไม่ได้เลย และอะไรบ้างที่เป็นประเด็นปลีกย่อยเชิงศาสนศาสตร์ที่เราสามารถจะปล่อยวางมันได้?

คอสติ:  แก่นสำคัญได้แก่เรื่องเช่นว่า ความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์ การประสูติจากหญิงพรหมจารีย์ ตรีเอกานุภาพ ความไม่มีข้อผิดพลาดและความสมบูรณ์เพียงพอของพระคัมภีร์ ความรอดโดยพระคุณผ่านความเชื่อ การฟื้นขึ้นจากความตายของพระคริสต์ การเสด็จกลับมาของพระคริสต์ และแน่นอนคุณสามารถเพิ่มเติมอะไรอีกหลายอย่างภายใต้หัวข้อหลักต่าง ๆ ที่กล่าวมา แต่คุณพอจะเห็นภาพใช่ไหมครับ  ในส่วนของประเด็นปลีกย่อยนั้น ก็อาจเป็นเรื่องเช่นว่า การสิ้นสุดลงแล้วหรือดำรงอยู่ในปัจจุบันของของประทานบางอย่าง การศึกษาเกี่ยวกับการสิ้นโลก (eschatology) การศึกษาเกี่ยวกับคริสตจักร (ecclesiology) และโครงสร้างการปกครองของคริสตจักร เช่นเดียวกัน คุณสามารถเพิ่มเติมอะไรลงในลิสต์นี้ได้อีกมาก แต่โดยทั่วไปแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายหรือที่เราจะต้องเอาเวลาการรับใช้ทั้งหมดมาเน้นให้ความสนใจ  ผมอยากจะขยายความเพิ่มว่า ประเด็นปลีกย่อยจำนวนหนึ่งอาจกลายเป็นประเด็นสำคัญได้ง่าย ๆ เมื่อปรากฏว่ามัน ล่วงละเมิดความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์ การงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ความสมบูรณ์เพียงพอของพระคัมภีร์ และประเด็นย่อยอื่น ๆ ที่พบได้ในคริสตจักรยุคปัจจุบัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง มีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่าง Wayne Grudem กับ Bill Johnson แม้ว่าทั้งสองคนจะถือว่าเป็นนักศาสนศาสตร์ที่เชื่อในการดำรงอยู่ต่อเนื่องของของประทานฝ่ายวิญญาณเชิงอัศจรรย์หลังจากคริสตจักรยุคแรก (continuationists) เหมือนกัน แต่คนหนึ่งเป็นนักศาสนศาสตร์ที่ดีตามพระคัมภีร์ อีกคนหนึ่งเป็นผู้สอนเทียมเท็จ

 

อาดัม: การได้รู้ความแตกต่างระหว่างประเด็นไหนเป็นเรื่องคอขาดบาดตายและประเด็นไหนควรปล่อยวางนับเป็นประโยชน์อย่างมาก ขอบคุณมาก ๆ นะครับที่สละเวลาให้กับผมและตอบคำถามต่าง ๆ มาถึงคำถามสุดท้ายครับ หากว่าคุณต้องติดอยู่บนเกาะและได้รับอนุญาตให้มีหนังสือแค่ 5 เล่ม คุณจะเลือกเล่มไหนบ้างและเพราะอะไรครับ?

คอสติ:  ขอบคุณครับคุณอาดัม หนังสือที่ผมจะเลือก ได้แก่ 1) แน่นอนพระคัมภีร์ของผม 2) คู่มืออ่านพระคัมภีร์ เพราะผมชอบเรียนรู้ภูมิหลังและบริบท 3) หนังสือเรื่อง J.C. Ryle: Prepared to Stand Alone เขียนโดย Iain Murray เพราะว่าคุณ Ryle เป็นหนึ่งในฮีโร่ในดวงใจของผมและผมจะต้องติดเกาะอยู่คนเดียว 4) หนังสือเรื่อง Sovereignty of God เขียนโดย Arthur Pink สำหรับอ่านในวันที่ผมมีคำถามว่าทำไมพระเจ้าถึงยอมให้ผมมีจุดจบอยู่ที่การติดเกาะคนเดียว และ 5) หนังสือเรื่อง Church History in Plain Language เขียนโดย Bruce Shelly เพราะผมไม่เคยรู้สึกเบื่อที่จะอ่านหนังสือเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของชีวิตเราในฐานะคริสเตียน พวกเราทุกคนกำลังยืนอยู่บนไหล่ของพี่น้องคริสเตียนที่สัตย์ซื่อทั้งชายและหญิงที่ได้ยืนหยัดเพื่อพระคริสต์ก่อนถึงรุ่นของเรา
เมื่อนานมาแล้ว

 

อาดัม:  พูดได้เยี่ยมมากครับ ผมขอสรรเสริญพระเจ้าสำหรับคำพยานเกี่ยวกับพระคุณของพระองค์ในชีวิตของคุณ และผมจะอธิษฐานเรื่อย ๆ สำหรับคุณและพันธกิจของคุณ ขอพระองค์ที่จะอวยพร เพิ่มเติม และเผยแพร่พระนามของพระองค์ผ่านชีวิตของคุณในปีที่จะมาถึง ขอบคุณที่สละเวลาให้กับเรา The Publicans

คอสติ:  ผมรู้สึกสนุกครับ ผมชอบมาก! ขอให้ตั้งใจผลิตผลงานที่ยอดเยี่ยมอย่างนี้ต่อไปที่ The Publicans

Share this post

Submit to DeliciousSubmit to DiggSubmit to FacebookSubmit to Google BookmarksSubmit to StumbleuponSubmit to TechnoratiSubmit to TwitterSubmit to LinkedIn